อุปกรณ์
1.กล้อง
2.ไม้ไผ่
3.ก้านของใบกล้วย
4.กะลา
5.เชือก
6.มีด
ที่บ้านของ ธันยา เสมงคล
ขั้นตอนการแสดง 1.ม้าก้านกล้วย
2.ม้าเขย่ง
3.ปืนก้านกล้วย
4.เดินกะลา
การแสดง ให้ไปรามไปเตรียมอุปกรณ์การแสดงมาวางไว้เป็นกองๆ โดยแยกกองแต่ล่ะกองเป็น การละเล่นแต่ล่ะชนิดโดย ขั้นแรกก็นำก้านกล้วยมาแล้วนำมีดตัดใบกล้วยออกแล้วให้เหลือใบกล้วยติดตรงปลายของก้านกล้วย แล้วต้ดตรงปลายอีกข้างโดยห่างออกมาอีก 15 ซม.แล้วพับเข้ามาหากันนำไม้ไผ่โดยการที่เอาไม้ไผ่ไปเหลาให้แหลมแล้วนำมาเสียบตรงข้อพับโยให้ทะลุจากข้างหน้าถึงด้านหลัง แล้วนำเชือกมาผูกตรงหัวและท้ายก็จะได้ ม้าก้านกล้วย ต่อไปก็นำไม้ไผ่มาตัดให้ยาวประมาณ 1.5-2 เมตร แล้วก็เจาะรูโดยให้เจาะรูขึ้นมาจากพื้นประมาณ1ศอกแขนงกิ่งที่แข็งแรงไว้ สำหรับเหยียบ โดยทำซ้ำอีก1อันก็จะได้ ม้าเขย่ง ต่อมาก็นำก้านกล้วยมากรีดใบทั้งสองข้างออก ตัดความยาวของก้านยาวพอสมควรประมาณ ใช้มีดเฉือนย้อนก้านกลับมาประมาณ 5 เซนติเมตร งัดให้หักขึ้น ปืนหนึ่งกระบอกเฉือนประมาณ 4-5 อัน เวลายิงใช้มือดันให้ก้านกล้วยที่เฉือนไว้พับลงอย่างเร็ว จะมีเสียงดังคล้ายเสียงปืนรัว ก็จะได้ปืนก้านกล้วย ต่อมาก็นำเอากะลาครึ่งซีกมาแล้วเจอะรูตรงกลางแล้วเอาเชือกยาวประมาณ 2 เมตร ร้อยที่รูกะลาเป็นคู่ๆ ปลายเชือก 2 ข้าง ผูกปมไว้ในกะลาเพื่อไม่ให้หลุด ก็จะได้ กะลาที่เหยียบแล้วเดินหรือการเดินกะลานั่นเอง
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เรื่อง ดาราศาสตร์
ดาราศาสตร์




คลิปเกี่ยวกับ สุริยุปราคา

คือวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับดาวและวัตถุท้องฟ้าอื่น รวมทั้งปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ เช่น อุปราคา, ดาวหาง, ดาวตก เป็นต้น ดาราศาสตร์น่าจะเป็นวิชาที่เก่าแก่ที่สุด เพราะนับแต่มีมนุษย์อยู่บนโลก เขา ย่อมได้เห็นได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเสมอมาแล้วก็เริ่มสังเกตจดจำและเล่าต่อๆ กัน เช่น เมื่อมองออกไป รอบตัวเห็นพื้นดินราบดูออกไปไกลๆ ก็ยังเห็นแบนจึงคิดกันว่าโลกแบนมองฟ้าเห็นโค้งคล้ายฝาชีหรือโดมมีดาวให้ เห็นเคลื่อนข้ามศรีษะไปทุกคืนกลางวันมีลูกกลมแสงจ้าให้แสง สี ความร้อนคือดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นมาแล้วก็ลับขอบ ฟ้าไปดวงอาทิตย์จึงมีความสำคัญแก่เขามากอาจเป็นชนเผ่าซูเมอเรียน (Sumerians) ผู้สร้างความรุ่งเรืองให้ชาวแบบิ โลเนียน เมื่อราว 4,000 ปีก่อน ค.ศ.เป็นเผ่าแรกที่สักการะสังเวยดวงอาทิตย์ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระเจ้าฟาโรห์ อัค เฮนตัน (Pharaoh Akhenton) ราว 1400 ปีก่อน ค.ศ. ก็ทรงถือดวงอาทิตย์เป็นสุริยเทพมีการสร้างวิหารอุทิศแด่สุริ ยเทพด้วย การบวชสรวงดวงอาทิตย์แพร่ไปถึงชนเผ่าอินคาร์ (Incas) ในเปรู และเผ่าเอสเทคร์ (Aztecs) ในเมกซิโก นอกจากนั้นยังจะต้องมีการสังเกตดวงดาวและปรากฎการณ์ที่เกิดจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์มาแต่ดึกดำบรรพ์ จึงมี รูปเขียนเป็นหลักฐานไว้ตามผนังถ้ำ รอยสลักบนแผ่นดินเหนียวเผา แผ่นไม้ หรือแผ่นหินให้เราได้ใช้เป็นหลักฐานไว้ใน การศึกษาค้นคว้า

มนุษย์ได้สังเกตุ และพยายามใครรู้ ปรากฎการณ์ บนท้องฟ้ามาเป็นเวลานานนับเป็นพันๆ ปีแล้วแต่หลักฐาน สำคัญที่พนจะหลงเหลือให้เรารุ่นหลังได้เห็นการศึกษาค้นคว้าของคนสมัยก่อนเริ่มเมื่อ 400ปีที่ผ่านมานี้เองมนุษย์ อยากทราบความเป็นมาของแกแลคซี่ จักรวาล ดวง ดาวทั้งหลายในท้องฟ้าทั้งความเป็นมาในอดีตและการเปลี่ยน แปลงในอนาคต จึงพยายามประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มากมายโดยเฉพาะกล้องโทรทัศน์หลากหลาย ชนิดเพื่อการศึกษาปรากฎการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า
ดังนั้นดาราศาสตร์จึงเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่างใน จักรวาล เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง เนบิวลา และแกแลคซี่นักดาราศาสตร์พยายามศึกษาเพื่อให้เข้าใจความเคลื่อน ไหวของสิ่งต่างๆ ในท้องฟ้า ระยะทางระหว่างสิ่งเหล่านั้น ซึ่งรวมทั้งรังสีต่างๆ ของเทหวัตถุเหล่านั้นด้วย
ดังนั้นดาราศาสตร์จึงเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่างใน จักรวาล เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง เนบิวลา และแกแลคซี่นักดาราศาสตร์พยายามศึกษาเพื่อให้เข้าใจความเคลื่อน ไหวของสิ่งต่างๆ ในท้องฟ้า ระยะทางระหว่างสิ่งเหล่านั้น ซึ่งรวมทั้งรังสีต่างๆ ของเทหวัตถุเหล่านั้นด้วย

กาแลกซี่
กาแลคซี่เป็นอาณาบริเวณที่ประกอบด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ รวมทั้งก๊าซและฝุ่นละอองจำนวนมากมาย กลุ่มดาวเหล่านี้มีรูปร่างไม่แน่นอนบางทีดูเป็นรูปกังหันเป็นรูปคล้ายๆ ไข่ดาวเป็นต้น เดิมนักดาราศาสตร์เชื่อ ว่า แกแลคซี่คือจักรวาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันทราบแล้วว่า ยังมีแกแลคซี่อื่นๆ อีกมากมีรูปร่างแตกต่างกันไป ระบบสุริยะของเราก็ตั้งอยู่ในแกแลคซี่หนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายๆ กังหัน กลมแบนนูนหนาตรงกลางมีดาวเรียง รายเป็นแนวโค้งออกไปจากศูนย์กลางโดยรอบ แต่โลกของเราอยู่ ในแนวอันหนึ่งใกล้ขอบของแกแลคซี่ จึงทำให้มองไม่เห็นรูปแกแลคซี่ของเราเป็นรูปกังหันเราจะเห็นเพียงแนว ช้างเผือก ซึ่งเป็นแสงสว่างจาง ๆ เป็นแถบยาว พาดข้ามท้องฟ้าแสงที่เราเห็นนี้ก็คือ แสงที่มาจากดวงดาวนับล้านๆดวงที่อยู่ระหว่างเรากับ แกแลคซี่ของเรา จากการศึกษาพบว่าดาวที่อยู่ตรงกลางแกแลคซี่นั้น ส่วนใหญ่จะมีสีแดงซึ่งเป็นดาวที่มี อายุมากส่วนดาวที่อยู่บริเวณรอบขอบแกแลคซี่จะเป็นดาวที่มีสีน้ำเงินซึ่งเป็นดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ และนอก จากยังมีดาวอีกจำนวนมากที่กำลังเกิดจากการรวมตัวของก๊าซและฝุ่นละออง แกแลคซี่ของเราได้เชื่อว่า แกแลคซี่ทางช้างเผือก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง โลก ของเราอยู่ห่างจากจุกศูนย์ กลางของแกแลคซี่ 30,000 ปีแสง แกแลคซี่ของเรานี้ไม่ได้นิ่งอยู่เฉย แต่กำลังหมุนอย่างช้าๆ อยู่ในอวกาศเหมือนลูกล้อมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่ไป การหมุนของแกแลคซี่ก็คือ การเคลื่อนที่ของดาวนั่นเอง ดาวที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของแกแลคซี่จะใช้เวลาหมุนรอบจุดศูนย์กลางของแกแลคซี่น้อยกว่าดาวที่อยู่ไกล ออกไป ดวงอาทิตย์ของเราใช้เวลาหมุนรอบแกแลคซี่ 1 รอบ กินเวลา 225ล้านปีเรียกเวลาที่ดวงอาทิตย์ หมุนรอบจุดศูนย์กลางของแกแลคซี่ 1 รอบว่าปีจักรวาล
กาแลคซี่เป็นอาณาบริเวณที่ประกอบด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ รวมทั้งก๊าซและฝุ่นละอองจำนวนมากมาย กลุ่มดาวเหล่านี้มีรูปร่างไม่แน่นอนบางทีดูเป็นรูปกังหันเป็นรูปคล้ายๆ ไข่ดาวเป็นต้น เดิมนักดาราศาสตร์เชื่อ ว่า แกแลคซี่คือจักรวาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันทราบแล้วว่า ยังมีแกแลคซี่อื่นๆ อีกมากมีรูปร่างแตกต่างกันไป ระบบสุริยะของเราก็ตั้งอยู่ในแกแลคซี่หนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายๆ กังหัน กลมแบนนูนหนาตรงกลางมีดาวเรียง รายเป็นแนวโค้งออกไปจากศูนย์กลางโดยรอบ แต่โลกของเราอยู่ ในแนวอันหนึ่งใกล้ขอบของแกแลคซี่ จึงทำให้มองไม่เห็นรูปแกแลคซี่ของเราเป็นรูปกังหันเราจะเห็นเพียงแนว ช้างเผือก ซึ่งเป็นแสงสว่างจาง ๆ เป็นแถบยาว พาดข้ามท้องฟ้าแสงที่เราเห็นนี้ก็คือ แสงที่มาจากดวงดาวนับล้านๆดวงที่อยู่ระหว่างเรากับ แกแลคซี่ของเรา จากการศึกษาพบว่าดาวที่อยู่ตรงกลางแกแลคซี่นั้น ส่วนใหญ่จะมีสีแดงซึ่งเป็นดาวที่มี อายุมากส่วนดาวที่อยู่บริเวณรอบขอบแกแลคซี่จะเป็นดาวที่มีสีน้ำเงินซึ่งเป็นดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ และนอก จากยังมีดาวอีกจำนวนมากที่กำลังเกิดจากการรวมตัวของก๊าซและฝุ่นละออง แกแลคซี่ของเราได้เชื่อว่า แกแลคซี่ทางช้างเผือก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง โลก ของเราอยู่ห่างจากจุกศูนย์ กลางของแกแลคซี่ 30,000 ปีแสง แกแลคซี่ของเรานี้ไม่ได้นิ่งอยู่เฉย แต่กำลังหมุนอย่างช้าๆ อยู่ในอวกาศเหมือนลูกล้อมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่ไป การหมุนของแกแลคซี่ก็คือ การเคลื่อนที่ของดาวนั่นเอง ดาวที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของแกแลคซี่จะใช้เวลาหมุนรอบจุดศูนย์กลางของแกแลคซี่น้อยกว่าดาวที่อยู่ไกล ออกไป ดวงอาทิตย์ของเราใช้เวลาหมุนรอบแกแลคซี่ 1 รอบ กินเวลา 225ล้านปีเรียกเวลาที่ดวงอาทิตย์ หมุนรอบจุดศูนย์กลางของแกแลคซี่ 1 รอบว่าปีจักรวาล

วิวัฒนาการดาราศาสตร์
ในศตวรรษที่ 15 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการดาราศาสตร์ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ในยุคที่เราเรียกว่า ยุคฟื้นฟูวิทยาการ นักดาราศาสตร์ที่ทำให้ความเชื่อในสมัยก่อนคือการที่ Copernicus ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ความ เชื่อของ Ptolemy ที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีดาวดวงอื่นๆ หมุนรอบนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เขาเสนอ ว่าแท้จริงแล้วในจักรวาลนั้น มีดวง อาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์และดาวอื่นๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเป็น ทรงกลม การที่ Copernicus เสนอแนวคิดเช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายต่อเขาอย่างมาก และได้ตี พิมพ์ผลงานออกมา และเพิ่งมาตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1543 ซึ่งเป็นปีที่เขาตายพอดี ต่อมานัก ดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Tycho Brahe ก็ไม่ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะดาวเคราะห์ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์นั้น ไม่ได้หมุนรอบเป็นวงกลม แต่หมุนในลักษณะเป็น วงรี นั่นหมาย ความว่าบางครั้งดาวก็หมุนมาใกล้ดวงอาทิตย์และบางครั้งก็หมุนไกลออกไป เมื่อดาวเคราะห์ หมุนมาใกล ดวงอาทิตย์มาก มันจะเคลื่อนที่เร็วกว่าขณะที่อยู่ไกลและ Kepler ยังได้ค้น พบระยะห่างจากดาวเคราะห์ต่างๆ ไปยัง ดวงอาทิตย์ด้วย ซึ่งเป็นการค้นพบที่สำคัญมาก
ในศตวรรษที่ 17 Isaac Newton นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ ได้ค้น พบกฎแห่งความโน้มถ่วง ซึ่งได้อธิบายว่าสสารทุกชนิดในจักรวาลนี้ ต่างก็ดึงดูดซึ่งกันและ กันสสารจะมีพลังงานมากหรือน้อยเพียงไรนั้น ขึ้น อยู่กับขนาดของวัตถุนั้นๆ ถ้ามีเวลามาก พลังก็จะมากตามไปด้วยกฎนี้เองที่ใช้อธิบายว่า ทำไมดาวเคราะห์ จึงหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ทำไมดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลก และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางดาราศาสตร์เป็นครั้งแรก โดยช่างประกอบแว่นตา ชาวดัชปีต่อมา กาลิเลโอ ก็ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา อีกนับว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อวงการดาราศาสตร์ กาลิเลโอ ทำให้เราทราบว่า บนดวงจันทร์นั้นมีหลุมอุกกาบาตมีภูเขา มีจุดดับบน ดวงอาทิตย์ พบว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์ เป็นบริวาร 4 ดวง และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้ค้น พบวงแหวนของ ดาราศาสตร์ด้วย
ศตวรรษที่ 18, 19, 20 ได้มีการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง และ ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มากมาย เช่นการค้นพบดาวยูเรนัสในปี ค.ศ. 1781 โดย William Herschel นอกจากนี้นักดาราศาสตร์คนนี้ ยังได้คำ นวณขนาดของระบบสุริยะ ของกาแลคซี่ และการเคลื่อนที่ของดาวในอวกาศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อดาราศาตร์ในปัจจุบัน มาก จวบจนถึงยุคปัจจุบันนี้เริ่มเมื่อ Bessel นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้คำนวณระยะ ทางไปยังดวงดาวต่างๆโดย วิธีการใช้หลักการเคลื่อนที่อของวัตถุ ในปี ค.ศ.1846 ได้มี การค้นพบดาวเนปจูน โดยใช้กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน
ต่อมานักดาราศาสตร์ก็มีการขยายสาขาต่างๆ ออกไปอีกมากมาย มีการใช้หลักวิทยา ศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยศึก ษาทางด้านดาราศาสตร์มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ขนาด 100 นิ้ว ในอเมริกา และมีการค้นพบสิ่งท้าทายอื่นๆ อีก มากมาย ความลี้ลับในจักรวาล จะได้รับการเปิดเผยไปเรื่อยๆ ตราบที่มนุษย์ไม่สิ้นสุดการแสวงหากัน
บุคคลสำคัญทางดาราศาสตร์

1. นักดาราศาสตร์คนแรกที่พบว่าดาวหางบางดวงโคจรเป็นรูปวงรี คือ Edmand Halley ซึ่งมีชีวิตอยู่ใน ศตวรรษที่ 17 พบว่าดาวหางที่โคจรมาในปี พ.ศ.2150 นั้นเป็นดาวหางดวงเดียวกันที่เคยปรกกฎในปี พ.ศ.2074 ซึ่งจะปรากฎให้เห็นอีก ทีในปี พ.ศ. 2065 ซึ่งเป็นการคำนวณที่ถูกต้องว่าดาวหางดวงนี้แวะเวียนมาให้เราเห็นทุกๆ 76 ปี จึงตั้งชื่อดาวตามชื่อผู้ที่ค้นพบว่า ฮัลเล่ย์ นอกจากนี้ยังมีดาวดางที่มีชื่อหลายดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เช่น ดาวหางบรูกส์ อะเรนโรแลนด์ ไอเคย่า เซกิ เทมเพิล
2. นักบินอวกาศที่ออกไปในอวกาศได้สำเร็จคนแรกชื่อ ยูริ กาการิน ชาวรัสเซีย ขึ้นไปกับยาน Vostok 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2504 โคจรอยู่นานเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกับ 48 นาที หลังจากนั้นทั้งรัสเซียและอเมริกาก็ได้ส่งยานอวกาศขึ้นไปอีก หลายครั้ง แต่ละครั้งจะมีมนุษย์อวกาศอยู่บนยานด้วย 3 คน
3. เมื่อเดือนมิถุนายน 2509 เอ็ดไวท์ (Ed White) เป็นมนุษย์อวกาศคนแรกที่ออกยานอวกาศเจมินี 4 แล้วเดินอยู่ในอวกาศ และได้ปฏิบัติการเชื่อมยานเจมินิ 6 กับยานเจมินิ 7 เข้าด้วยกัน และยานเจมินิ 8 ได้เชื่อมกับยานอีกลำหนึ่งที่ไม่มีมนุษย์อวกาศ ได้สำเร็จขณะโคจรรอบโลก
4. นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศล Georges de Buffon กล่าวว่า โลกเกิดจากจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากการโคจร ผ่านเข้ามาของดาวหางและถูกดางหางชน สะเก็ตของดวงอาทิตย์เมื่อเย็นลงก็กลายเป็นโลก แม้ว่าจะเป็นการยากที่จะคิด ว่ามีดาวหางผ่านเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์และชนดวงอาทิตย์แตก ความคิดดังกล่าวก็เป็นบรรทัดฐานของอีกหลายทฤษฎี

ในศตวรรษที่ 15 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการดาราศาสตร์ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ในยุคที่เราเรียกว่า ยุคฟื้นฟูวิทยาการ นักดาราศาสตร์ที่ทำให้ความเชื่อในสมัยก่อนคือการที่ Copernicus ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ความ เชื่อของ Ptolemy ที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีดาวดวงอื่นๆ หมุนรอบนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เขาเสนอ ว่าแท้จริงแล้วในจักรวาลนั้น มีดวง อาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์และดาวอื่นๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเป็น ทรงกลม การที่ Copernicus เสนอแนวคิดเช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายต่อเขาอย่างมาก และได้ตี พิมพ์ผลงานออกมา และเพิ่งมาตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1543 ซึ่งเป็นปีที่เขาตายพอดี ต่อมานัก ดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Tycho Brahe ก็ไม่ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะดาวเคราะห์ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์นั้น ไม่ได้หมุนรอบเป็นวงกลม แต่หมุนในลักษณะเป็น วงรี นั่นหมาย ความว่าบางครั้งดาวก็หมุนมาใกล้ดวงอาทิตย์และบางครั้งก็หมุนไกลออกไป เมื่อดาวเคราะห์ หมุนมาใกล ดวงอาทิตย์มาก มันจะเคลื่อนที่เร็วกว่าขณะที่อยู่ไกลและ Kepler ยังได้ค้น พบระยะห่างจากดาวเคราะห์ต่างๆ ไปยัง ดวงอาทิตย์ด้วย ซึ่งเป็นการค้นพบที่สำคัญมาก
ในศตวรรษที่ 17 Isaac Newton นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ ได้ค้น พบกฎแห่งความโน้มถ่วง ซึ่งได้อธิบายว่าสสารทุกชนิดในจักรวาลนี้ ต่างก็ดึงดูดซึ่งกันและ กันสสารจะมีพลังงานมากหรือน้อยเพียงไรนั้น ขึ้น อยู่กับขนาดของวัตถุนั้นๆ ถ้ามีเวลามาก พลังก็จะมากตามไปด้วยกฎนี้เองที่ใช้อธิบายว่า ทำไมดาวเคราะห์ จึงหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ทำไมดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลก และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางดาราศาสตร์เป็นครั้งแรก โดยช่างประกอบแว่นตา ชาวดัชปีต่อมา กาลิเลโอ ก็ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา อีกนับว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อวงการดาราศาสตร์ กาลิเลโอ ทำให้เราทราบว่า บนดวงจันทร์นั้นมีหลุมอุกกาบาตมีภูเขา มีจุดดับบน ดวงอาทิตย์ พบว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์ เป็นบริวาร 4 ดวง และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้ค้น พบวงแหวนของ ดาราศาสตร์ด้วย
ศตวรรษที่ 18, 19, 20 ได้มีการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง และ ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มากมาย เช่นการค้นพบดาวยูเรนัสในปี ค.ศ. 1781 โดย William Herschel นอกจากนี้นักดาราศาสตร์คนนี้ ยังได้คำ นวณขนาดของระบบสุริยะ ของกาแลคซี่ และการเคลื่อนที่ของดาวในอวกาศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อดาราศาตร์ในปัจจุบัน มาก จวบจนถึงยุคปัจจุบันนี้เริ่มเมื่อ Bessel นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้คำนวณระยะ ทางไปยังดวงดาวต่างๆโดย วิธีการใช้หลักการเคลื่อนที่อของวัตถุ ในปี ค.ศ.1846 ได้มี การค้นพบดาวเนปจูน โดยใช้กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน
ต่อมานักดาราศาสตร์ก็มีการขยายสาขาต่างๆ ออกไปอีกมากมาย มีการใช้หลักวิทยา ศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยศึก ษาทางด้านดาราศาสตร์มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ขนาด 100 นิ้ว ในอเมริกา และมีการค้นพบสิ่งท้าทายอื่นๆ อีก มากมาย ความลี้ลับในจักรวาล จะได้รับการเปิดเผยไปเรื่อยๆ ตราบที่มนุษย์ไม่สิ้นสุดการแสวงหากัน
บุคคลสำคัญทางดาราศาสตร์

1. นักดาราศาสตร์คนแรกที่พบว่าดาวหางบางดวงโคจรเป็นรูปวงรี คือ Edmand Halley ซึ่งมีชีวิตอยู่ใน ศตวรรษที่ 17 พบว่าดาวหางที่โคจรมาในปี พ.ศ.2150 นั้นเป็นดาวหางดวงเดียวกันที่เคยปรกกฎในปี พ.ศ.2074 ซึ่งจะปรากฎให้เห็นอีก ทีในปี พ.ศ. 2065 ซึ่งเป็นการคำนวณที่ถูกต้องว่าดาวหางดวงนี้แวะเวียนมาให้เราเห็นทุกๆ 76 ปี จึงตั้งชื่อดาวตามชื่อผู้ที่ค้นพบว่า ฮัลเล่ย์ นอกจากนี้ยังมีดาวดางที่มีชื่อหลายดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เช่น ดาวหางบรูกส์ อะเรนโรแลนด์ ไอเคย่า เซกิ เทมเพิล
2. นักบินอวกาศที่ออกไปในอวกาศได้สำเร็จคนแรกชื่อ ยูริ กาการิน ชาวรัสเซีย ขึ้นไปกับยาน Vostok 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2504 โคจรอยู่นานเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกับ 48 นาที หลังจากนั้นทั้งรัสเซียและอเมริกาก็ได้ส่งยานอวกาศขึ้นไปอีก หลายครั้ง แต่ละครั้งจะมีมนุษย์อวกาศอยู่บนยานด้วย 3 คน
3. เมื่อเดือนมิถุนายน 2509 เอ็ดไวท์ (Ed White) เป็นมนุษย์อวกาศคนแรกที่ออกยานอวกาศเจมินี 4 แล้วเดินอยู่ในอวกาศ และได้ปฏิบัติการเชื่อมยานเจมินิ 6 กับยานเจมินิ 7 เข้าด้วยกัน และยานเจมินิ 8 ได้เชื่อมกับยานอีกลำหนึ่งที่ไม่มีมนุษย์อวกาศ ได้สำเร็จขณะโคจรรอบโลก
4. นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศล Georges de Buffon กล่าวว่า โลกเกิดจากจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากการโคจร ผ่านเข้ามาของดาวหางและถูกดางหางชน สะเก็ตของดวงอาทิตย์เมื่อเย็นลงก็กลายเป็นโลก แม้ว่าจะเป็นการยากที่จะคิด ว่ามีดาวหางผ่านเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์และชนดวงอาทิตย์แตก ความคิดดังกล่าวก็เป็นบรรทัดฐานของอีกหลายทฤษฎี

ผลกระทบจากอวกาศที่มีต่อโลก
กลางวันและกลางคืน
เกิดจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวในระบบแกแลกซี่ดวงอาทิตย์ส่องแสงตกกระทบโลกแต่เพียงซีกเดียวเสมอ เมื่อโลกหมุนไปแต่ละส่วนบนผิวโลกได้รับแสงสว่างในเวลากลางวันและมืดในเวลากลางคืนสลับกันไป โลกหมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากที่สูงเหนือขั้วโลกเหนือการหมุนของโลกทำให้ดวงอาทิตย์ ขึ้นทางทิศตะวันออกเราอาจแสดงให้เห็นการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ประจำวันจากตะวันออกไปตะวันตก ได้จากการสังเกตการเคลื่อนที่ของเงาของแท่งไม้ที่ปักไว้ในแนวดิ่งบนพื้นดินในที่สุดดวงอาทิตย์จะตกทาง ทิศตะวันตก และกลางคืนก็จะตามมา

ฤดู
แสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ตกบนโลกจะแผ่ไปในเนื้อที่มากกว่าในบริเวณขั้วโลกเทียบกับบริเวณอื่น ดังนั้น บริเวณขั้วโลกจึงเย็นบริเวณเส้นศูนย์สูตร แกนของโลกมีความเอียง ณที่หนึ่งที่ใดบนผิวโลกเมื่อดวง อาทิตย์อยู่สูงมากบนท้องฟ้า และความร้อนแผ่ไปในเนื้อที่น้อย ที่นั้นจะเป็นฤดูร้อน ต่อมาอีก 6 เดือนเมื่อ โลกโคจรไปอยู่ด้านตรงข้าม ดวงอาทิตย์จะไม่อยู่สูงมากบนท้องฟ้า และความร้อนก็แผ่ไปในเนื้อที่ที่มากกว่า เดิม ที่นั้นเป็นฤดูหนาว ซีกโลกเหนือจะมีฤดูร้อนในเดือนมิถุนายน ส่วนซีกโลกใต้มีฤดูร้อนในเดือนธันวา คม ไปเรื่อยๆ

อุปราคา
ระยะเต็มดวง ดวงจันทร์นั้นจะเคลื่อนที่มาบังดวงอาทิตย์เต็มดวง จุดที่เกิดสุริยะคือเงาของดวงจันทร์นั้น ได้ทอดผ่านในพื้นผิวโลกไปเรื่อยๆ ระยะนี้จะมืดเหมือนในเวลากลางคืนเลย ในระยะนี้พวกนักดาราศาสตร์ จะทำการสำรวจดวงอาทิตย์โดยสำรวจจาก Sola ที่พุ่งขึ้นมาจากดวงอาทิตย์ Sola ที่พุ่งขึ้นมานั้นบางอันอาจ จะมีขนาดใหญ่กว่าโลกเราเสียอีก

ระยะเป็นวงแหวน ระยะนี้คือดวงจันทร์นั้นบังเกือบจะสนินยังจะมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ในระยะนี้ เราจะเห็นดวงอาทิตย์เป็นเหมือนวงแหวนเป็นภาพที่หาดูได้ยาก และสวยงาม
ระยะจะคลายตัว ระยะนี้ดวงจันทร์นั้นจะเคลื่อนตัวไปจากดวงอาทิตย์ ระยะเป็นระยะที่อันตรายที่ไม่ควร จะดูด้วยตาเปล่าเพราะแสงจากดวงอาทิตย์นั้นมาเร็วและแรงอาจจะทำให้ตาบอดได้
กลางวันและกลางคืน
เกิดจากการเคลื่อนที่ของดวงดาวในระบบแกแลกซี่ดวงอาทิตย์ส่องแสงตกกระทบโลกแต่เพียงซีกเดียวเสมอ เมื่อโลกหมุนไปแต่ละส่วนบนผิวโลกได้รับแสงสว่างในเวลากลางวันและมืดในเวลากลางคืนสลับกันไป โลกหมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากที่สูงเหนือขั้วโลกเหนือการหมุนของโลกทำให้ดวงอาทิตย์ ขึ้นทางทิศตะวันออกเราอาจแสดงให้เห็นการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ประจำวันจากตะวันออกไปตะวันตก ได้จากการสังเกตการเคลื่อนที่ของเงาของแท่งไม้ที่ปักไว้ในแนวดิ่งบนพื้นดินในที่สุดดวงอาทิตย์จะตกทาง ทิศตะวันตก และกลางคืนก็จะตามมา

ฤดู
แสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ตกบนโลกจะแผ่ไปในเนื้อที่มากกว่าในบริเวณขั้วโลกเทียบกับบริเวณอื่น ดังนั้น บริเวณขั้วโลกจึงเย็นบริเวณเส้นศูนย์สูตร แกนของโลกมีความเอียง ณที่หนึ่งที่ใดบนผิวโลกเมื่อดวง อาทิตย์อยู่สูงมากบนท้องฟ้า และความร้อนแผ่ไปในเนื้อที่น้อย ที่นั้นจะเป็นฤดูร้อน ต่อมาอีก 6 เดือนเมื่อ โลกโคจรไปอยู่ด้านตรงข้าม ดวงอาทิตย์จะไม่อยู่สูงมากบนท้องฟ้า และความร้อนก็แผ่ไปในเนื้อที่ที่มากกว่า เดิม ที่นั้นเป็นฤดูหนาว ซีกโลกเหนือจะมีฤดูร้อนในเดือนมิถุนายน ส่วนซีกโลกใต้มีฤดูร้อนในเดือนธันวา คม ไปเรื่อยๆ

อุปราคา
ระยะเต็มดวง ดวงจันทร์นั้นจะเคลื่อนที่มาบังดวงอาทิตย์เต็มดวง จุดที่เกิดสุริยะคือเงาของดวงจันทร์นั้น ได้ทอดผ่านในพื้นผิวโลกไปเรื่อยๆ ระยะนี้จะมืดเหมือนในเวลากลางคืนเลย ในระยะนี้พวกนักดาราศาสตร์ จะทำการสำรวจดวงอาทิตย์โดยสำรวจจาก Sola ที่พุ่งขึ้นมาจากดวงอาทิตย์ Sola ที่พุ่งขึ้นมานั้นบางอันอาจ จะมีขนาดใหญ่กว่าโลกเราเสียอีก

ระยะเป็นวงแหวน ระยะนี้คือดวงจันทร์นั้นบังเกือบจะสนินยังจะมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ในระยะนี้ เราจะเห็นดวงอาทิตย์เป็นเหมือนวงแหวนเป็นภาพที่หาดูได้ยาก และสวยงาม
ระยะจะคลายตัว ระยะนี้ดวงจันทร์นั้นจะเคลื่อนตัวไปจากดวงอาทิตย์ ระยะเป็นระยะที่อันตรายที่ไม่ควร จะดูด้วยตาเปล่าเพราะแสงจากดวงอาทิตย์นั้นมาเร็วและแรงอาจจะทำให้ตาบอดได้
คลิปเกี่ยวกับ สุริยุปราคา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
